
ตำนานเจ้าพ่อเสือ
มีตำนานเล่าว่า เดิมหลังวัดมหรรณพารามเป็นที่รกร้างป่าดง ได้มีเสืออาศัยอยู่และบริเวณนั้นก็มีบ้านคน แม่ลูกคู่หนึ่ง คือ นางผ่องกับนายสอน วันหนึ่งลูกชายไปหาอาหารในป่าแล้วถูกเสือกัดแขนขาด ส่วนเสือก็ถูกนายสอนแทงที่หน้าและต้นคอ ระหว่างสู่กันเขาก็ได้กระโดดลงน้ำและรอให้เสือไป จึงตะเกียกตะกายกลับบ้าน เมื่อแม่รู้เข้าจึงแจ้งความที่อำเภอเพื่อออกล่าเสือมาลงโทษ ครั้งพอจะออกล่าเสือก็ไปขอพรหลวงพ่อพระร่วงที่โบสถ์ขอให้จับเสือได้ง่าย และจับมาได้อย่างง่ายดายและนำตัวมาประหาร นางผ่องเห็นเสือน้ำตาไหลด้วยความสงสารจึงขอให้ยกเสือเป็นลูกแทน เสือตัวนั้นอยู่กับยายผ่องจนกระทั่งยายผ่องได้เสียชีวิตลง โดยชาวบ้านได้ทำเชิงตะกอนเผาศพยายผ่อง ขณะที่ไฟลุกไหม้อยู่นั้นเสือก็กระโจนเข้าไปในกองไฟตายตามยายผ่องไป ชาวบ้านจึงร่วมกันสร้างศาลใกล้กับวัด โดยเอากระดูกเสือบรรจุไว้ในแท่นนั้น พร้อมอัญเชิญดวงวิญญาณเสือให้มาสถิตอยู่ในศาล เรียกว่า ศาลเจ้าพ่อเสือ ศาลนี้คนจีนเรียก “เสี่ยงเทียนเสี่ยงตี่โกเบี่ย แปลว่า ศาลโบราณขององค์เสี่ยนเทียนซั่งตี่” ซึ่งภาษาไทย หมายความว่า เจ้าพ่อเสือ

ความศักดิ์สิทธิ์ คนจีนส่วนใหญ่จะมาไหว้ เจ้าพ่อใหญ่ หรือ “ตั่งเหล่าเอี๊ยะกง” เป็นหลัก เจ้าพ่อเสือเป็นองค์รอง
ศาลเจ้าพ่อเสือเมืองใหม่รังสิต

ศาลเจ้าพ่อเสือเมืองใหม่รังสิต แต่เดิมศาลได้ตั้งให้ชาวชุมชนกรุงเทพเมืองใหม่หรือโครงการกรุงเทพเมือง ได้สักการบูชานั้น จะเป็นตลาดสดซึ่งปัจจุบันคือห้างสรรพสินค้าแมคโคร สาขารังสิต ศาลเก่าได้สร้างขึ้น ในปี พ.ศ. 2526 ซึ่งได้อ้างอิงจากป้ายของศาลเก่าที่ปัจจุบันได้เก็บไว้
ต่อมามีการย้ายศาลมาตั้ง ณ ซอยพหลโยธิน 119 (ข้างสนามมวยรังสิต) ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ในปัจจุบัน และเป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านมาจนปัจจุบันทุกวันนี้ ภายในเป็นศาลเจ้าที่ประดิษฐาน เฮียงเทียนเซียงตี่, รูปเจ้าพ่อเสือ ,เจ้าแม่กวนอิม และเจ้าที่ ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของทั้งชาวไทยและจีนเป็นอย่างมาก และทางศาลเจ้าได้มีการจัดงานสมโภชน์องค์เจ้าพ่อเป็นประจำทุกปี
ประวัติของตั่วเหล่าเอี๊ย ท่านเหิ่ยงเทียนเสี่ยงตี่ วิสุทธิเทพบดี (ตั่วเหล่าเอี๊ย )
ยุดเขียว บรรพกาลล่วงมาแล้ว เมืองลกฮง กึงตัง ประเทศจีน ยังมีมานพหนุ่มรูปร่างกำยำใหญ่ผู้หนึ่ง ประกอบอาชีพเป็นคนฆ่าหมูและวัวส่งไปยังตลาดเพื่อจำหน่าย คืนหนึ่งเกิดนิมิตฝันเห็นนักพรตแต่งตัวแบบนักบวชเต๋ามาหา และบอกให้เขาวางมือจากการฆ่าสัตว์ได้แล้ว ว่ามานพมิได้เกิดมาเพื่อการนี้ แต่ท่านเกิดมาเพื่อสร้างบารมี ควรหันมาบำเพ็ญธรรมแล้วจะสำเร็จ เมื่อตื่นเช้าขึ้นมา มานพหนุ่มประหลาดใจในนิมิตฝันนั้น จึงปรึกษาหารือกับมารดา เพราะเขาเป็นบุตรกำพร้า บิดาเสียแต่เขายังเยาว์วัย มีเพียงมารดาที่เลี้ยงดูอบรมเขามา มารดาปกติเป็นคนใจบุญ จิตใจมีเมตตา จึงเห็นด้วยกับความฝันของผู้เป็นบุตร ทั้งสองจึงยุติการฆ่าสัตว์ขายอันเป็นอาชีพของมานพหนุ่ม
เมื่อตั้งใจบำเพ็ญปฏิบัติธรรมไปได้ 3-4 วัน นักพรตที่นิมิตฝันก็มาปรากฏกายที่หน้าบ้าน ถามมานพหนุ่มว่า เขาตัดสินใจเด็ดเดี่ยวที่จะบำเพ็ญพรตให้สำเร็จหรือยัง มานพหนุ่มตอบตกลงทันที และจัดการทรัพย์สินรวบรวมเป็นเงินก้อนหนึ่งไว้เลี้ยงดูมารดาผู้ชรา แล้วเก็บข้างของออกเดินทางตามนักพรตขึ้นเขาไปบำเพ็ญพรต
ด้วยความมานะ ตั้งใจหมั่นปฏิบัติบำเพ็ญ แต่การปฏิบัติก็ไม่มีความก้าวหน้าประสบผลแต่อย่างไร ศิษย์ที่มาใหม่ต่างสำเร็จไปก่อนเขา ทำให้มานพหนุ่มรู้สึกเสียใจ ท้อใจ วันหนึ่งจึงถามท่านนักพรตผู้อาจารย์ว่า เขาจะมีวันสำเร็จธรรมไหม ท่านอาจารย์ตอบแก่เขาว่า ตราบใดที่ภายในของเขา ยังสีดำอยู่ ก็อย่าถามถึงความสำเร็จเลย พอกลับไปถึงห้องพัก มานพหนุ่ม ครุ่นคิดอย่างหนัก อีกทั้งเสียใจข้องใจในคำพูดของอาจารย์ว่า ภายในของเขา สีดำ นั้นหมายความว่าอย่างไร เพราะเขามีความตั้งใจมั่นมาบำเพ็ญธรรม ก็เพื่อความสำเร็จ ถ้าภายใน คืออุปสรรค เขาก็ยินดีพลีชีพเพื่อบูชาธรรมที่หวังจะสำเร็จนั้น ๆ
คิดได้ดังนั้น เขาก็คว้ามีดขึ้นมาคว้านท้อง ลากไส้และกระเพาะออกมา พอเครื่องในเหล่านั้นหลุดพ้นจากร่าง เขาก็รู้สึกตัวเบา และบรรลุธรรมทันที เนื่องเพราะอาชีพที่ฆ่าสัตว์มามาก และมานพหนุ่มเอาชีวิตตนแลกธรรม เพื่อทดแทนบาปเคราะห์กรรม ที่มาเป็นอุปสรรคขัดขวางการบำเพ็ญได้สำเร็จ อาจารย์นักพรตทราบความ เร่งรุดมาที่ห้องพักมานพหนุ่ม เข้าช่วยเหลือรักษา พยาบาลจนมานพหนุ่มเป็นปกติโดยท้องมานพหนุ่มปราศจากลำไส้ และกระเพาะ แต่มิเป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิต เพราะฌานสมาบัติแห่งธรรม หล่อเลี้ยงรักษาให้เป็นอยู่ เมื่อสำเร็จธรรม นักพรตเห็นสมควรที่ท่านจะลงจากเขาไปโปรดผู้คน ก่อนจากกันท่านอาจารย์ได้มอบธงให้มานพหนุ่มผืนหนึ่ง เป็นสีขาว มานพจัดเตรียมสัมภาระลงเขาโดยเอากระเพาะและลำไส้ของเขาที่ตากแห้ง เก็บไว้นำติดตัวลงมาด้วย ครั้นเดินทางถึงตีนเขา ได้ยินเสียงร้องอย่างเจ็บปวดของหญิงสาวจึงเข้าไปดู พบหญิงท้องแก่กำลังจะคลอดบุตร มานพบอกแก่หญิงคนนั้นว่า ท่านเป็นผู้ชายและเป็นนักบวช มิใช่หน้าที่ ที่จะช่วยการคลอดได้ ได้แต่มอบธงผืนที่อาจารย์มอบให้แก่หญิงคนนั้น เพื่อรองรับเด็กทารก หญิงคนนั้นคลอดบุตรออกมาอย่างปลอดภัย เมื่อตัดสายสะดือเช็ดคราบเลือดแล้ว ยกทารกน้อยอุ้มขึ้นในอ้อมกอด หญิงคนนั้นได้ขอบใจท่านมานพหนุ่ม และส่งคืนธงที่เปื้อนเลือดแก่ท่าน
มานพหนุ่มจึงนำธงไปล้างที่ชายคลอง พอธงจุ่มลงในน้ำ น้ำในคลองพลันเปลี่ยนเป็นสีดำทันทีรวมทั้งธงของเขาก็กลายเป็นสีดำด้วย โดยไม่ได้ระวัง ระหว่างที่ล้าง กระเพาะและลำไส้ที่เก็บไว้ชายพกตกลงไปในน้ำ เขาก็คิดว่าดีเหมือนกัน ไม่ต้องเป็นภาระเก็บรักษาอีกต่อไป มานพหนุ่มลงเขาโปรดผู้คนอยู่ จวบจนสิ้นวาระขัยจากมนุษย์โลก ไปเสวยทิพย์สมบัติ องค์เง็กเซียนฮ่องเต้จ้าวแห่งสวรรค์ โปรดประทานยศให้เป็น ผู้ตรวจการภพสาม ตำแหน่ง “เฮียงเทียนเสี่ยงตี่” ผู้พิชิตมาร โดยมีธงเทพโองการดำเป็นอาญาสิทธิ์ ธงสีดำเป็นสัญลักษณ์ของท่าน เป็นธงบัญชาการของเจ้า หรือเทพพรหม มีลัญจกรอยู่ในธง อาญาสิทธิ์เฉียบขาด มีแม่ทัพทั้ง 5 เป็นบริวาร
กล่าวถึงกระเพาะและลำไส้ที่ตกลงไปในน้ำ เกิดสัตว์ประหลาดสองตัว สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้าน และได้ทำลายพืชพรรณ กินสัตว์เลี้ยงของชาวบ้าน ชาวบ้านบวงสรวงเซ่นไหว้ เหล่าเทพเจ้าขอความคุ้มครองปกปักรักษา เทพผู้พิทักษ์จึงรายงานขึ้นทูลเง็กเซียนฮ่องเต้ เง็กเซียนฮ่องเต้จึงมีพระบัญชาให้ ผู้พิชิตมาร เฮี่ยงเทียนเสี่ยงตี่ ลงมาปราบสัตว์ประหลาดทั้งสอง พอพบสัตว์ประหลาดทั้งสอง จึงทราบว่าเป็นกระเพาะและลำไส้ของตนที่ปีศาจร้ายเข้าไปสิงสถิตอยู่นั่นเอง กระเพาะกลายเป็นเต่า และลำไส้กลายเป็นงู ท่านจึงกระโดดลงยืน เท้าข้างหนึ่งเหยียบเต่า และเท้าอีกข้างเหยียบงูไว้ สยบสัตว์ปีศาจร้ายทั้งสองจนหมดฤทธิ์ ชาวบ้านเลื่อมใส ศรัทธา จึงจัดสร้างศาลเจ้าและรูปปั้นท่านขึ้นบูชาสัญลักษณ์ของท่านจึงกลายเป็นเท้าเหยียบเต่าเหยียบงู และธงของท่านเป็นสีดำ ตำแหน่งตั่วเหล่าเอี๊ย “ปักเก็กจิงบู้เฮี่ยงเทียนเสี่ยงตี่” โดยมีเสือเป็นบริวารพาหนะ ที่ผู้คนกราบไหว้นับถือจนมาถึงทุกวันนี้หน้าที่ผู้พิชิตมาร ดูแล ปกป้อง สืบสาน ศาสนจักร อาณาจักร ให้ดำรงมั่น
วิชัย สุขสวัสดิ์ มูลนิธิชุมชนไทย
แหล่งที่มา:หนังสือพิมพ์มติชน 22 กันยายน 2546
© Copyright 2012 งานพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยว เทศบาลนครรังสิต. All Rights Reserved.